Categories
เครื่องติดตามระดับน้ำตาล CGMs

ดูแลเซ็นเซอร์และ transmitter

ดูแลเซ็นเซอร์และ transmitter

ดูแลเซ็นเซอร์และ transmitter

วิธีชาร์จ transmitter ที่ถูกต้อง

1. ถ้าไฟสีเขียวที่ transmitter กะพริบ อย่าเพิ่งเสียบเข้ากับแท่นชาร์จ transmitter จะไม่ชาร์จถ้ามีไฟสีเขียว ให้รอจนไฟสีเขียวหยุด (ประมาณ 30 วินาที) จากนั้นเสียบ transmitter เข้ากับแท่นชาร์จ

2. เสียบ transmitter เข้ากับแท่นชาร์จโดยให้ด้านแบนอยู่ด้านล่าง

 

3. หลังจากเสียบ transmitter เข้ากับแท่นชาร์จไม่เกิน 10 วินาที ไฟสีเขียวจะกะพริบขึ้นมา 1-2 วินาที นั่นหมายความว่า transmitter กำลังเชื่อมต่อกับแท่นชาร์จ จากนั้นจะขึ้นไฟเขียวกะพริบ 4 ครั้ง หยุด 4 ครั้งเป็นจังหวะต่อเนื่อง

4. เมื่อชาร์จเต็มแล้ว ไฟสีเขียวจะขึ้นค้าง ไม่กะพริบ ไฟจะค้างประมาณ 20-30 วินาที ให้รอจนกว่าไฟสีเขียวจะดับ

 

5. หลังจากไฟสีเขียวดับ ให้ถอด transmitter ออกจากแท่นชาร์จทันที ไม่ควรเสียบค้างไว้ (ห้ามชาร์จข้ามคืน) หลังจากถอด transmitter ออกจากแท่นชาร์จจะปรากฎไฟสีเขียว 5 วินาที จากนั้นจะดับไปเอง

 

วิธีเก็บรักษาเซ็นเซอร์

เซ็นเซอร์ของ medtronic ได้ผ่านการทดสอบโดยการขนส่งในกล่องในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน การที่เซ็นเซอร์สัมผัสอุณหภูมิร้อนหรือเย็นชั่วคราว ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อเซ็นเซอร์ทั้งสิ้น

เก็บเซ็นเซอร์

ถ้าอุณหภูมิสูงกว่าตารางที่กำหนดไว้ ให้เก็บไว้ในที่ ๆ ไม่โดนแสงแดด ไม่ร้อนจัด เช่น ในห้องแอร์ ไม่ควรเก็บเซ็นเซอร์ไว้ในช่องฟรีซ ที่มีความชื้นหรือที่ที่โดนแสงแดดโดยตรง

 

วิธีเก็บ transmitter

เก็บรักษา transmitter แท่นชาร์จ และ tester (ตัวสีเขียว) ไว้ในที่สะอาด แห้ง อุณหภูมิห้อง ไม่โดนแสงแดด ถ้ายังไม่ใช้ อาจเก็บ transmitter ไว้กับแท่นชาร์จ และนำมาชาร์จทุก ๆ 60 วันเพื่อยืดอายุการใช้งาน

 

วิธีทำความสะอาด transmitter

transmitter และแท่นชาร์จไม่มีคุณสมบัติกันน้ำ อย่าให้โดนน้ำ ถ้า transmitter สกปรก ให้เสียบ transmitter กับ tester นำไปล้างด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ ซับให้แห้ง อย่าลืมว่า tester มีอายุการใช้งานเพียง 61 ครั้ง ถ้าหมดอายุการใช้งานขั้วเสียบ transmitter และ tester จะหลวม ทำให้น้ำเข้าไปใน transmitter ได้

 

อ้างอิงจาก

  1. https://www.medtronicdiabetes.com/customer-support/sensors-and-transmitters-support/store-sensors

 

Categories
เครื่องติดตามระดับน้ำตาล CGMs

วิธี Calibrating sensor

วิธี Calibrating sensor

วิธี Calibrating sensor

Calibrate คืออะไร?

CGM จะแจ้งเตือนให้ calibrate เมื่อถึงเวลาเราต้องเจาะปลายนิ้วและใส่ค่าน้ำตาลของเราลงไปในแอปฯ เพื่อสั่งให้เครื่องอ่านค่าระดับน้ำตาลของเรา ค่าระดับน้ำตาลจะถูกป้อนเข้าเครื่อง cgm/ปั๊ม สำหรับเทียบค่าน้ำตาล การ calibrate จะช่วยให้ค่าจาก cgm แม่นยำมากขึ้นตลอดเวลา

 

วิธี calibrate

ข้อสำคัญ: การ calibrate สำคัญกับความแม่นยำของเซ็นเซอร์ การ calibrate วันละ 3-4 ครั้งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำของเซ็นเซอร์

สำหรับการ calibrate นั้นต้องใช้การเจาะปลายนิ้วจากเครื่องตรวจน้ำตาล จากนั้นใส่ค่าน้ำตาลลงไปที่แอปฯ หรืออินซูลินปั๊ม เครื่องจะรับค่าน้ำตาลระหว่าง 40-400 mg/dl และ calibration อย่างน้อยวันละสองครั้ง (หลังจากติดตั้งวันแรก) แต่การ calibrate 3-4 ครั้งต่อวันจะทำให้เซ็นเซอร์มีความแม่นยำมากขึ้น

ก่อน calibrate ทุกครั้งอย่าลืม

  1. ล้างมือให้สะอาดและซับให้แห้งทุกครั้ง
  2. ใส่ค่าน้ำตาลจากปลายนิ้วในแอปฯ หรืออินซูลินปั๊มทันทีหลังเจาะปลายนิ้ว
  3. ห้ามใช้ค่าระดับน้ำตาลอันเก่าหรือค่าระดับน้ำตาลครั้งที่ผ่านจากเครื่องเจาะปลายนิ้ว calibrate เซ็นเซอร์ เพื่อความแม่นยำควรใช้ค่าปัจจุบันเท่านั้น
  4. Calibrate แล้วรออย่างน้อย 15 นาที

 

เคล็ดลับ calibrate

การ calibrate นั้นทำได้ง่าย พยายาม calibrate เวลาที่สะดวกตามกิจวัตรประจำวัน การ calibrate นั้นช่วยให้เซ็นเซอร์มีความแม่นยำมากขึ้น เราสามารถตั้งค่า “Cal Reminder” ให้เครื่องแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลา อย่าลืมว่าเราต้องใส่ค่าน้ำตาลบนเครื่อง/ปั๊ม ทันทีหลังจากเจาะปลายนิ้ว ถ้าเรา calibrate ช้า จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเซ็นเซอร์ เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดอาจมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานั้น

  • เมื่อถึงเวลา calibrate และพบว่าค่าน้ำตาลปลายนิ้วและเซ็นเซอร์ห่างกันมาก อย่าเพิ่ง calibrate ทิ้งช่วงเวลาสัก 1-2 ชั่วโมงจึง calibrate อีกครั้ง
  • ไม่จำเป็นต้อง calibrate ทุกครั้งเมื่อเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ให้ calibrate เฉพาะเครื่องแจ้งเตือนเท่านั้น
  • ห้ามใช้ค่าระดับน้ำตาลเก่าเพื่อ calibrate ใช้ค่าน้ำตาลปลายนิ้วใหม่ทุกครั้งจะทำให้เซ็นเซอร์แม่นยำขึ้น
  • อย่า calibrate เมื่อแอปฯ แจ้งเตือน เช่น Sensor Error หรือ Weak Signal
  • จำไว้ว่าแอปฯ จะไม่อัปเดตค่าน้ำตาลทันที เราต้องรอ 15 นาทีเพื่ออัปเดต calibrate

 

เวลาที่เหมาะสมกับ calibrate

แบ่งเวลา calibrate 3-4 ครั้งต่อวัน

  • เราสามารถ calibrate เมื่อไหร่ เวลาไหนก็ได้ที่เราสะดวก อย่างไรก็ตามการ calibrate เมื่อมีลูกศรชี้ลงสองอันจะทำให้ประสิทธิภาพความแม่นยำลดลงจนกว่าจะมีการ calibrate ครั้งต่อไป
  • ก่อนนอน
  • ก่อนฉีดอินซูลินหรือก่อนมื้ออาหาร
  • ใส่ค่าระดับน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อ calibrate ทันที

รู้หรือไม่: ไม่จำเป็นต้องรอให้เครื่องแจ้งเตือน calibrate เราคงไม่อยากตื่นมากลางดึกเพื่อนั่ง calibrate เช่น กำหนด calibrate คือเวลาตีสี่ ซึ่งเราอาจนอนไปแล้ว ให้ calibrate ก่อนนอน จะทำให้เรามีเวลาอีก 12 ชั่วโมงก่อนการ calibrate ครั้งต่อไป

 

ทำไมค่าจากเซ็นเซอร์ถึงไม่ตรงกับระดับน้ำตาล (ปลายนิ้ว)

ค่าของกลูโคสในเครื่องเจาะปลายนิ้ว (ระดับน้ำตาล) จะอ่านค่าจากกลูโคสในเลือด แต่เซ็นเซอร์จะอ่านค่ากลูโคสจากน้ำที่อยู่รอบ ๆ เซลล์ในเนื้อเยื่อของเรา เรียกว่า “น้ำระหว่างเซลล์” (interstitial fluid) โดยมากกลูโคสจะเดินทางไปยังเลือดของเราเป็นอันดับแรกจากนั้นจึงเดินทางไปยังน้ำระหว่างเซลล์ เพราะกลูโคสของเราเดินทางไปทั่ว ด้วยเหตุนี้ระดับกลูโคสจากเครื่องเจาะและเซ็นเซอร์จึงไม่ตรงกันเสียทีเดียว

ด้วยทิศทางของกลูโคสที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระดับกลูโคสจากเครื่องเจาะปลายนิ้วและเซ็นเซอร์อาจมีการคลาดเคลื่อนไปบ้าง ความสำคัญจริง ๆ อยู่ที่แนวโน้มของระดับกลูโคสในร่างกาย ปกติแล้วเราจะไม่มีทางรู้แนวโน้มระดับกลูโคสหรือน้ำตาลในร่างกายของเราได้เลย เมื่อระดับกลูโคสของเราสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเมื่อต่ำลงอย่างรวดเร็ว คาร์โบไฮเดรตที่เรารับประทานเข้าไปเหมาะสมกับอินซูลินที่เราฉีดหรือไม่ ตัวอย่างเช่น

  • หลังมื้ออาหาร หรือหลังฉีด bolus
  • เราจะเห็นลูกศรขึ้นหรือลูกศรลง

เมื่อเราเห็นแนวโน้มกลูโคส เราจะทราบได้ทันทีว่าอาหารที่เราทานไปนั้นทำให้ระดับน้ำตาลสูงแค่ไหน อินซูลินเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการหรือไม่ หรืออินซูลินมากเกินไป รวมไปถึงความปลอดภัยยามนอนหลับ เราไม่มีทางรู้เลยว่าระดับกลูโคสขณะที่เรานอนนั้นมีแนวโน้มว่าต่ำจนอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำขณะนอนหลับหรือไม่ ถ้าเราทราบแนวโน้มเหล่านี้จะช่วยให้เราปรับขนาดอินซูลินหรือคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสม การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ย่อมส่งผลดีต่อร่างกายเราในระยะยาว

 

อ้างอิงจาก

  1. https://www.medtronicdiabetes.com/customer-support/sensors-and-transmitters-support/calibration-sensor
Categories
เครื่องติดตามระดับน้ำตาล CGMs

วิธีเปลี่ยนเซ็นเซอร์ CGM medtronic

วิธีเปลี่ยนเซ็นเซอร์ CGM medtronic

วิธีเปลี่ยนเซ็นเซอร์ CGM medtronic

ตำแหน่งสำหรับติดตั้งเซ็นเซอร์ เซ็นเซอร์จะมีความแม่นยำมากที่สุดถ้าติดตั้งบริเวณหน้าท้อง ควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งบริเวณต่อไปนี้

  • ใกล้รอบสะดือมากเกินกว่า 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร)
  • บนผิวหนังที่ไม่เรียบ
  • บริเวณที่อาจถูกรบกวนจากชุด เช่น บริเวณเอวกางเกง เข็มขัด
  • บริเวณกระดูก รอยแผลเป็น รอยแตกลาย

สำหรับ Enlite sensor

  • ห่างจากสะดือ 2 นิ้ว หรือ 5 เซนติเมตร
  • ห่างจากบริเวณติดปั๊มอย่างน้อย 1 นิ้ว
  • ห่างจากบริเวณฉีดอินซูลิน (ทั้งเข็มปากกาและไซริงก์) ประมาณ 1 นิ้ว

จากนั้นทำการติดตั้ง CGM คลิกเพื่อดูวิธีติดตั้งที่นี่ หลังจากติดตั้ง CGM เรียบร้อยแล้วให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เมื่อติดตั้งเซ็นเซอร์ นำมือถือที่เชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์วางไว้ใกล้ตัว รอสักครู่ 2-3 นาที บางครั้งอาจนานถึง 10 นาที
  2. กด Start new sensor
  3. ระบบจะแจ้งข้อความ Warm up ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่ควรวางมือถือไว้ไกลตัว
  4. เมื่อครบ 2 ชั่วโมงจะมีข้อความแจ้งเตือนให้ “Calibration” เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว จากนั้นใส่ค่าน้ำตาลลงไปเป็นอันเสร็จสิ้น

หากพบปัญหา ให้ดูวิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่นี่

Categories
เครื่องติดตามระดับน้ำตาล CGMs

ติด CGM และอินซูลินปั๊มอย่างไรให้อยู่นาน

ติด CGM และอินซูลินปั๊มอย่างไรให้อยู่นาน

ติด CGM และอินซูลินปั๊มอย่างไรให้อยู่นาน

หลาย ๆ ครั้งที่เราต้องพบกับปัญหา CGM หรืออินซูลินปั๊มหลุดก่อนครบวันเปลี่ยน วันนี้เรามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้ CGM และอินซูลินปั๊มของเราอยู่กับเราได้นานขึ้นจนครบกำหนดเปลี่ยน

  1. หลังยิงเซ็นเซอร์บนผิวหนังและถอนเข็มนำออกไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนลอกเทปกาวออกให้จับบริเวณด้านบนเซ็นเซอร์ ลองใช้ผลิตภัณฑ์ Skin Barrier ทาบริเวณใต้เทปกาวและบริเวณรอบ ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 20 วินาทีจนผลิตภัณฑ์แห้งค่อยลอกเทปกาวแปะ
  2. เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคือง หลังถอดเซ็นเซอร์หรือ infusion set ไม่ควรใช้แผ่นแอลกอฮอลล์เช็ดบริเวณที่เคยติดเทปกาว ถ้ามีคราบกาว ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดคราบกาวสำหรับปิดแผลโดยเฉพาะ จะทำให้แกะออกง่ายขึ้น
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดคราบกาวโดยเฉพาะ เช่น Orange-sol เช็ดตรงมุมใดมุมหนึ่ง ทิ้งเอาไว้ 1-2 นาทีจะทำให้ลอกออกง่ายขึ้น
  4. ใช้เทปปิดที่เหมาะกับตัวเรา ปัจจุบันในท้องตลาดนั้นมีเทปให้เลือกหลายยี่ห้อ เช่น tegaderm, Hypafix® Tape (สำหรับผิวแพ้ง่าย)
Categories
เครื่องติดตามระดับน้ำตาล CGMs

ตั้งค่าแอปพลิเคชัน GUARDIAN™ CONNECT

ตั้งค่าแอปพลิเคชัน GUARDIAN™ CONNECT

  1. ดาวน์โหลดแอป Guardian™ Connect เมื่อเปิดเข้ามาจะเห็นหน้าจอสีน้ำเงิน

 

2. หลังจากนั้นจะมีหน้าจอ End User License Agreement คลิก Agree

 

3. ในหน้าจอถัดไป แอปจะบอกให้เราตรวจสอบอีกครั้งดังนี้

  • ชาร์จ transmitter จนเต็มแล้ว
  • เปิดบลูทูธบนมือถือ
  • ตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ต

จากนั้นคลิก Get Started เพื่อไปที่ขั้นตอนต่อไป

 

4. แอปจะขึ้นข้อความแจ้งเตือนว่าจะมีการส่งข้อมูลอัตโนมัติไปยังแอคเคาท์ Carelink ให้คลิก Next

 

5. ขั้นตอนต่อไปคือ การล็อกอินเข้าระบบ ถ้ายังไม่มีบัญชีให้คลิก “Don’t have a CareLink account yet?” และทำตามขั้นตอนเพื่อสร้างบัญชี

 

6. หลังจาก log in เรียบร้อยแล้ว แอปจะให้เราจับคู่ transmitter กับมือถือ ให้เสียบ transmitter เข้ากับแท่นชาร์จ คลิก Next จากนั้นแอปจะบอกให้เราดึง transmitter ออกจากแท่นชาร์จเพื่อดูว่ามีไฟสีเขียวกะพริบหรือไม่ กดปุ่ม Search

 

7. ในขั้นตอนนี้แอปจะให้เรายืนยัน serial number ด้านหลัง transmitter ดูว่า serial number ทั้งในแอปและด้านหลังของ transmitter ตรงกัน คลิกที่ serial number บนหน้าจอมือถือ (จนมีเครื่องหมายเช็กถูก) คลิก Pair เราจะได้หน้าต่างป๊อปอัป “Bluetooth® Pairing Request.” คลิก Pair เพื่อดำเนินการต่อ เมื่อเสร็จแล้วจะมีหน้าต่างขึ้นเตือนว่า Successfully Paired ให้กด Ok

 

8. หลังจากจับคู่ transmitter เรียบร้อยแล้ว แอปจะถามเราว่าจะเลือกหน่วยนับคาร์บแบบไหน ใครชอบแบบไหนก็เลือกได้เลยค่ะ

 

9. ขึ้นข้อความแจ้งเตือนว่า อย่าใช้ค่าน้ำตาลของเซ็นเซอร์ในการรักษา เช่น ถ้าน้ำตาลสูงหรือต่ำควรเจาะปลายนิ้วยืนยันก่อน เมื่อรับทราบก็กด OK แอปจะถามอีกครั้งว่าได้อ่านคำเตือนและเห็นด้วยหรือไม่ ให้คลิก Agree

 

10. ในขั้นตอนนี้แอปจะถามว่าตอนนี้เราใส่เซ็นเซอร์แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้ติดเซ็นเซอร์ให้เลือก Skip เพื่อไปขั้นตอนต่อไป ใครที่ติดเซ็นเซอร์แล้วให้เลือก Yes

 

11. ถัดไปจะได้รับข้อความขออนุญาตว่า Guardian จะส่งข้อความเตือน เสียง ไอคอนต่าง ๆ ไปยังมือถือ ให้กด Allow

เราต้องกด Allow นะคะ เวลาน้ำตาลต่ำหรือสูงเราจะได้รับแจ้งเตือนค่ะ

 

12. คลิก Next

โปรดจำไว้ว่าแอปต้องเปิดอยู่เสมอเพื่อรับการแจ้งเตือน ในหน้าจอถัดไปจะขึ้นข้อความแจ้งเตือนให้รู้ว่าแอป Guardian™ Connect จะส่งเสียงร้องเตือนเราถึงแม้มือถือจะปิดเสียงก็ตาม เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะได้รับการแจ้งเตือนระดับน้ำตาลตลอดเวลา

 

13. แอปจะแจ้งให้เราทราบว่า แอป Guardian™ Connect จะส่งเสียงเตือนเสมอเมื่อระดับน้ำตาลที่อ่านได้จากเซ็นเซอร์ต่ำกว่า 55 mg/dl.

 

14. ตอนนี้จะมีตัวเลือกให้ตั้งค่าแจ้งเตือน ตรงนี้ควรปรึกษาคุณหมอดูว่าควรตั้งค่าแจ้งเตือนที่เท่าไหร่ ถ้ายังไม่ตั้งค่าให้กด Skip

 

15. บนหน้าจอการตั้งค่าแจ้งเตือน จะมีตั้งค่าแจ้งเตือนระดับน้ำตาลสูง-ต่ำ, Rate Alerts, Snooze time (ตั้งค่าแจ้งเตือนซ้ำ), calibration reminder (แจ้งเตือนให้ calibration) และ Audio

 

ตั้งค่าแอปแบบคลิปวิดีโอ

 

อ้างอิงจาก

  1. https://www.medtronicdiabetes.com/customer-support/guardian-connect-system-support/setting-up-guardian-connect

 

Categories
เครื่องติดตามระดับน้ำตาล CGMs

แก้ปัญหา CGMs เบื้องต้น

แก้ปัญหา CGMs เบื้องต้น

แก้ปัญหา CGMs เบื้องต้น

ปัญหา สาเหตุ วิธีแก้

เสียบ Transmitter ที่แท่นชาร์จ

ไม่ขึ้นไฟเขียว

  • ขั้วเสียบ transmitter อาจเสียหาย หรือเป็นสนิม
  • แบตเตอรี่ที่แท่นชาร์จอ่อน หรือลืมใส่แบตเตอรี่

 

1. เช็กขั้วของ Transmitter ดูว่าเสียหายหรือสนิมเกาะหรือไม่

2. ถ้าขั้วปกติดี ให้เปลี่ยนแบตเตอรีที่แท่นชาร์จ ควรใช้ถ่านอัลคาไลน์เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับถ่านชาร์จได้

ขณะชาร์จ Transmitter ไฟสีเขียวไม่กระพริบ และมีไฟสีแดงค้าง
  • แบตเตอรี่ที่แท่นชาร์จอ่อน
เปลี่ยนแบตเตอรี่ที่แท่นชาร์จใหม่ ควรใช้ถ่านอัลคาไลน์
ขณะชาร์จ Transmitter ไม่มีไฟสีเขียวกระพริบ และเห็นไฟสีแดงกระพริบ 2 วินาที
  • แบตเตอรี่ Transmitter อ่อน
1. ชาร์จ transmitter ต่ออีกหนึ่งชั่วโมง ถ้าไฟยังไม่หยุดกระพริบให้ดูที่ข้อต่อไป

2. ชาร์จ transmitter ต่ออีก 8 ชั่วโมง ถ้าไฟเขียวยังกระพริบไม่หยุดให้ติดต่อบริษัทเพื่อเปลี่ยน transmitter

ขณะชาร์จ มีไฟสีแดงกระพริบสลับกับไฟสีแดงค้างที่แท่นชาร์จ
  • แท่นชาร์จและ transmitter แบตเตอรี่ต่ำ
  1. เปลี่ยนแบตเตอรี่ที่แท่นชาร์จด้วยถ่านอัลคาไลน์
  2. ชาร์จ transmitter ต่ออีก 1 ชั่วโมง ถ้ายังมีไฟสีแดงกระพริบให้ทำขั้นตอนต่อไป
  3. ชาร์จ transmitter ต่ออีก 8 ชั่วโมง ถ้าไฟกระพริบยังไม่หยุด ให้ติดต่อบริษัทเพื่อเปลี่ยน transmitter
ไฟสีเขียวไม่กระพริบเมื่อเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์
  • transmitter ไม่ได้เชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์
  • แบตเตอรี่ transmitter อ่อนกำลัง
  • ใส่เซ็นเซอร์ไม่ถูกต้อง
  1. ถอด transmitter ออกจากเซ็นเซอร์
  2. รอ 5 วินาที แล้วใส่ transmitter ที่เซ็นเซอร์อีกครั้ง ถ้าไฟสีเขียวยังไม่ขึ้นให้ทำตามข้อต่อไป
  3. ชาร์จ transmitter ให้เต็มและเสียบกับตัว tester ถ้าไฟสีเขียวยังไม่กระพริบให้ดูหัวข้อ “ไฟสีเขียวที่ transmitter ไม่กระพริบเมื่อเสียบกับ tester” ในข้อถัดไป ถ้าไฟสีเขียวกระพริบให้ทำตามข้อที่ 4 (ตรวจสีของไฟบนแท่นชาร์จด้วยนะคะ ถ้ามีสีแดงให้ย้อนไปอ่านด้านบน)
  4. ถอด transmitter ออกจาก tester รออย่างน้อย 5 วินาที จากนั้นเสียบ transmitter เข้ากับเซ็นเซอร์อีกครั้ง ถ้าไฟสีเขียวยังไม่กระพริบให้ทำตามข้อที่ 5
  5. อาจใส่เซ็นเซอร์ไม่ถูกต้อง เข็มพับ งอ ให้ถอดเซ็นเซอร์ออกจากร่างกายและเปลี่ยนเซ็นเซอร์ใหม่
ไฟสีเขียวที่ transmitter ไม่กระพริบเมื่อเสียบกับ tester
  • transmitter ไม่ได้เชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์
  • แบตเตอรี่ transmitter อ่อนกำลัง
  1. ตรวจสอบการเชื่อมต่อระหว่าง transmitter และ tester ถ้าไฟสีเขียวยังไม่กระพริบ ให้ทำตามขั้นตอนที่ 2
  2. ชาร์จ transmitter ให้เต็ม
  3. ทดสอบ transmitter กับ tester อีกครั้ง ถ้าไฟสีเขียวยังไม่ขึ้นให้ติดต่อบริษัท คุณอาจต้องเปลี่ยน transmitter ใหม่
 แบตเตอรี่ transmitter อยู่ไม่ถึง 7 วัน
  • transmitter ยังชาร์จไม่เต็ม เมื่อเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์
  • transmitter กับแอปบนสมาร์ตโฟนไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต
  • เสียบชาร์จ transmitter ข้ามคืนหรือนานเกินไป
  1. ชาร์จแบตเตอรี่ transmitter ให้เต็ม ประมาณ 2-4 ชั่วโมงแล้วนำออกจากแท่นชาร์จ ไม่ควรชาร์จข้ามคืน จากนั้นเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ ถ้าแบตเตอรี่ transmitter ยังใช้ได้ถึงไม่ถึง 7 วันให้ทำตามขั้นตอนต่อไป
  2. นำอุปกรณ์อยู่ให้ห่างจากคลื่นรบกวน
  3. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสมาร์ตโฟนและ transmitter อยู่ข้าง ๆ และห่างไกลจากคลื่นรบกวนต่าง ๆ ถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว แต่แบตเตอรี่หมดก่อน 7 วันให้ติดต่อบริษัท
 Lost Communication alert

แจ้งเตือนหาอุปกรณ์ไม่เจอ

 

 

  • ใช้แอปอื่นอยู่ เช่น เล่นเกม สมาร์ตโฟนใช้หน่วยความจำมาก ทำให้แอป Guardian Connect หยุดการทำงาน และไม่สามารถเชื่อมต่อกับ transmitter ได้
เปิดแอปดูว่าทำงานได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ควรตรวจสอบดูเป็นระยะว่าแอปยังทำงานอยู่ และสามารถรับแจ้งเตือนจากเซ็นเซอร์ได้
  • สมาร์ตโฟนอยู่ห่างเกินไป
ตรวจสอบสมาร์ตโฟนและ transmitter ว่าอยู่ในระยะ 20 ฟุตหรือไม่ พยายามพกสมาร์ตโฟนตลอดเวลา
  • มีคลื่นรบกวนจากอุปกรณ์อื่น ๆ / ไม่มีอินเทอร์เน็ต / ไม่ได้เปิดบลูทูธ
1. นำอุปกรณ์ไปไว้ให้ห่างจากคลื่นรบกวน เช่น โทรศัพท์ไร้สาย หรือเร้าเตอร์อินเทอร์เน็ต

2. ตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ตและบลูทูธ

  • เซ็นเซอร์ไม่เชื่อมต่อกับ transmitter
ถอด transmitter ออกจากเซ็นเซอร์แล้วเสียบกลับเข้าไปใหม่ ระวังอย่าทำเซ็นเซอร์หลุด **ถ้า reconnected อีกครั้ง ต้องใช้เวลา warm-up 2 ชั่วโมง**
  • เซ็นเซอร์หลุดออกจากผิวหนัง
ถ้าเซ็นเซอร์หลุดออกมาแล้ว ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ต้องเปลี่ยนเซ็นเซอร์ใหม่ ก่อนใส่เซ็นเซอร์ใหม่ควรชาร์จ transmitter ให้เต็มทุกครั้ง ถ้ายังหาสัญญาณไม่เจอให้ติดต่อบริษัท
แจ้งเตือน transmitter battery empty
  • แบตเตอรี่ของ transmitter หมด ต้องชาร์จใหม่อีกครั้ง

นำ transmitter ไปชาร์จใหม่

**ถ้า reconnected อีกครั้ง ต้องใช้เวลา warm-up 2 ชั่วโมง**

Mobile Device Battery Low Alert

แจ้งเตือนแบตเตอรี่มือถือต่ำ

  • สมาร์ตโฟนมีแบตเตอรี่ที่ 20% หรือต่ำกว่า
ชาร์จสมาร์ตโฟนเพื่อให้แอปยังคงทำงาน และแจ้งเตือนระดับน้ำตาล อย่าลืมพกที่ชาร์จสมาร์ตโฟนไปด้วยทุกที่
Change Sensor Alert

แจ้งเตือนเปลี่ยนเซ็นเซอร์

  • เซ็นเซอร์ที่ใส่อยู่ทำงานไม่ถูกต้องและต้องเปลี่ยนใหม่
  • ไม่ได้กด new sensor หลังติดตั้งเซ็นเซอร์
  1. เพื่อการใช้งานอย่างต่อเนื่องให้รีบเปลี่ยนเซ็นเซอร์ อย่าลืมชาร์จ transmitter ให้เต็มทุกครั้งก่อนเชื่อมต่อเซ็นเซอร์
  2. กด new sensor ทุกครั้งเมื่อติดตั้งเซ็นเซอร์
Sensor End of Life Alert

แจ้งเตือนเซ็นเซอร์หมดอายุ

  • เซ็นเซอร์ที่ใช้อยู่หมดอายุ และจะไม่แสดงผลระดับน้ำตาลไปที่สมาร์ตโฟน
เพื่อการใช้งานอย่างต่อเนื่องให้รีบเปลี่ยนเซ็นเซอร์ใหม่ อย่าลืมชาร์จ transmitter ให้เต็มทุกครั้งก่อนเชื่อมต่อเซ็นเซอร์
Calibration Not Accepted

แจ้งเตือนไม่รับคาริเบรต

  • แอป Guardian Connect ไม่รับค่าน้ำตาลที่ใส่ไปล่าสุด
  1. ก่อน calibration ต้องล้างมือให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วใส่ค่าน้ำตาลอีกครั้ง ถ้าเครื่องยังไม่รับ แอปจะให้เปลี่ยนเซ็นเซอร์ ให้ดูขั้นตอนถัดไป
  2. ถอด transmitter ออกมาชาร์จ แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่
  3. ปิด-เปิดแอป หรือ Restart สมาร์ตโฟน
  4. ถ้าทำตามขั้นตอนทั้งหมดแล้วไม่ได้ อาจเกิดจากขั้นตอนการใส่เซ็นเซอร์ สปริงเครื่องยิงเด้งกลับทำให้เข็มงอ พับ เครื่องจึงไม่รับ calibration ลองทำตามขั้นตอนด้านบนอีกครั้ง ถ้ายังไม่ได้ให้เปลี่ยนเซ็นเซอร์
แจ้งเตือน Calibration Now
  • แจ้งเตือนให้ calibration
ล้างมือให้สะอาด เจาะน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อใส่ค่าใหม่ลงไป
แจ้งเตือน Sensor Glucose Not Available
  • เซ็นเซอร์ error
ข้อนี้ไม่ต้องทำอะไร เซ็นเซอร์จะพยายามแก้เอง อาจใช้เวลา 3 ชั่วโมง ช่วงนี้ไม่ต้อง calibration และผู้ใช้จะไม่ได้รับการแจ้งเตือนต่าง ๆ
แจ้งเตือน Transmitter Error
  • transmitter error
ถอด transmitter ออกจากเซ็นเซอร์แล้วเชื่อมต่อใหม่อีกครั้ง เครื่องจะ warm-up 2 ชั่วโมง ถ้ายังพบปัญหาเดิมให้ติดต่อบริษัท

 

Tips

  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการเปลี่ยนเซ็นเซอร์
  • ใช้ถ่านอัลคาไลน์ในการชาร์จ Transmitter เท่านั้น ไม่ควรชาร์จเกิน 3 ครั้งต่อ 1 ก้อน
  • ในขั้นตอนการยิงเซ็นเซอร์ลงบนผิว ไม่ควรกดเครื่องยิงลงบนผิวแน่นจนเกินไป ถ้ากดเครื่องยิงลงบนผิวแน่นเกินไปจะทำให้สปริงเด้งกลับ เป็นสาเหตุทำให้เซ็นเซอร์ หัก งอ พับ ควรวางเครื่องยิงลงบนผิวหนังที่เรียบ หลังกดเครื่องยิง อย่าเพิ่งดึงเครื่องยิงออกมาทันที ให้ค้างไว้อย่างน้อย 5 วินาที ก่อนถอนเครื่องยิงออกมาจากเซ็นเซอร์
  • ขณะชาร์จ transmitter ควรสังเกตไฟทุกครั้ง หากมีไฟสีแดงกระพริบ ให้ดูวิธีแก้ปัญหาในบทความ “แก้ปัญหา CGMs เบื้องต้น”
  • ถ้า CGMs แจ้งเตือนน้ำตาลต่ำ-สูง ควรเจาะปลายนิ้วเพื่อยืนยันทุกครั้ง

แท่นชาร์จและ transmitter

  • ใช้ถ่านอัลคาไลน์ AAA เท่านั้น 1 ก้อนใช้ชาร์จได้ 2-3 ครั้ง
  • ไม่ควรชาร์จ transmitter ข้ามคืน หรือเสียบ transmitter เอาไว้กับแท่นชาร์จนานเกินไป เมื่อชาร์จเต็มควรถอดออกจากแท่นชาร์จ
  • ชาร์จ transmitter ให้เต็มเสมอก่อนเสียบเข้ากับเซ็นเซอร์ เพื่อให้ transmitter ทำงานได้ครบ 7 วัน โดยไม่ต้องนำมาชาร์จใหม่
  • ใช้เวลาชาร์จ transmitter ประมาณ 2 ชั่วโมง
  • เก็บอุปกรณ์ไว้ในที่แห้ง อุณหภูมิห้อง
  • ถ้าไม่ใช้ transmitter เป็นเวลานาน แล้วต้องการนำกลับมาใช้ใหม่ ต้องชาร์จ transmitter วันละ 1 ครั้ง 60 วัน
  • ไม่ควรเสียบ transmitter ไว้ที่แท่นชาร์จ ถ้าเสียบไว้ที่แท่นชาร์จนานกว่า 60 วัน แบตเตอรี่จะเสีย

Tester

  • ใช้เสียบ transmitter เพื่อป้องกันน้ำเข้า transmitter เมื่อต้องการทำความสะอาด
  • ใช้ทดสอบว่า transmitter ยังทำงานปกติอยู่หรือไม่
  • ไม่ควรบิด tester ขณะเสียบอยู่กับ transmitter
  • tester ใช้งานได้ 61 ครั้ง ถ้าใช้มากกว่า 61 ครั้ง ขั้วด้านในของ transmitter อาจเสียหายได้ เพราะ tester ที่หมดอายุจะไม่แน่นเมื่อเสียบเข้าไป อาจทำให้น้ำเข้าเครื่องได้
Categories
เครื่องติดตามระดับน้ำตาล CGMs

วิธีติดตั้ง Medtronic CGMs

วิธีแก้ปัญหา Medtronic CGMs เบื้องต้น

วิธีติดตั้ง Medtronic CGMs

แนะนำอุปกรณ์ Medtronic CGMs

ในกล่อง Medtronic CGMs จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ดังนี้

  1. Transmitter คือตัวส่งสัญญาณไปที่แอป Medtronic ในสมาร์ตโฟนของเรา ใช้เสียบติดกับตัวเซ็นเซอร์
  2. Charger แท่นชาร์จ สำหรับชาร์จ Transmitter ใช้ถ่าน Alkaline AAA
  3. One-press serter คือ ตัวยิงเซ็นเซอร์เข้าไปใต้ผิวหนังของเรา
  4. คู่มือการใช้
  5. Tester (ตัวสีเขียว) ไว้เสียบกับ transmitter เมื่อเวลาที่เราต้องการทำความสะอาด transmitter  ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำเข้า เพียงเสียบ tester เข้ากับ transmitter จากนั้นนำไปล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ  และยังใช้ทดสอบดูว่า transmitter ของเรายังทำงานได้ดีอยู่หรือไม่

 

ติดตั้ง CGMs

ส่วนในกล่องเซ็นเซอร์จะประกอบไปด้วย

  1. เซ็นเซอร์
  2. Over tape เทปสำหรับติด CGMs

ติดตั้ง CGMs

บริเวณที่ควรติดเซ็นเซอร์

ตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการติดคือ พุง ต้นแขน เลือกตรงที่มีเนื้อหนังหน่อยค่ะ หลีกเลี่ยงการติดใกล้สะดือจนเกินไป ควรเว้นระยะห่างจากสะดือประมาณ 2 นิ้ว หรือ 5 เซ็นติเมตร ถ้ามีคนช่วยติดให้ตรงใต้ท้องแขนจะง่ายกว่ามานั่งติดเองค่ะ

จากการทดสอบของ medtronic พบว่าการติดเซ็นเซอร์บริเวณหน้าท้องได้ผลแม่นยำกว่าบริเวณอื่น

บริเวณที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ใกล้สะดือเกินไป
  • มีปัญหาด้านผิวหนัง เช่น แผลเป็น แผลอักเสบ โรคผิวหนังต่าง ๆ
  • รอยสัก

วิธีติดตั้ง Medtronic CGMs

วิธีติดตั้ง Medtronic CGMs

 

1. ล้างมือด้วยสบู่หรือโฟมสำหรับล้างมือให้สะอาด ซับให้แห้ง

 

2. เลือกตำแหน่งที่จะติดเซ็นเซอร์

 

3. เช็ดบริเวณที่ต้องการติดเซ็นเซอร์ด้วยแผ่นแอลกอฮอลล์

 

4. แกะเซ็นเซอร์ออกจากซีล

 

5. จับบริเวณฐานของเซ็นเซอร์ นำออกจากแพ็คเกจ จากนั้นนำเซ็นเซอร์ไปวางบนพื้นผิวที่เรียบแข็ง เช่น บนพื้นสะอาดเพื่อเตรียมเสียบเข้ากับตัวยิงเซ็นเซอร์

 

6. ตรวจสอบดูว่าแถบกาวยังอยู่ใต้ขั้วต่อเซ็นเซอร์ หรือตัวยึดเซ็นเซอร์

 

7.1 ใช้นิ้วโป้งจับบริเวณสัญลักษณ์ลายนิ้วมือ

 

7.2  ไม่ควรถือบริเวณปุ่มยิงเพื่อความปลอดภัย

 

8.1  ถือเครื่องยิงบริเวณสัญลักษณ์รอยนิ้วมือ ไม่ควรจับที่ปุ่มยิงสีเขียว เสียบเครื่องยิงบนตัวเซ็นเซอร์ที่เราวางไว้บนพื้นสะอาดอย่างระมัดระวัง

 

8.2  วางเครื่องยิงบนเซ็นเซอร์จนได้ยินเสียงคลิก

 

 

9.1  ดึงพลาสติกครอบตัวเซ็นเซอร์สองด้าน ด้วยการใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปแล้วยกเครื่องยิงขึ้น ห้ามโดนปุ่มกดสีเขียว

 

9.2  ยกเครื่องยิงเซ็นเซอร์ช้า ๆ

**ไม่ควรใช้วิธียกเครื่องยิงขึ้นมาแล้วดึงพลาสติกครอบเซ็นเซอร์ออก เพราะจะทำให้เซ็นเซอร์เสียหายได้**

 

10.1  จับเครื่องยิงให้แน่น วางบนผิวหนังที่เราได้ทำความสะอาดด้วยแผ่นแอลกอฮอล์เรียบร้อยแล้ว

**ขั้นตอนนี้สำคัญนะคะ ถ้าเป็นน้องที่มีเนื้อเยอะหน่อยก็ไม่ต้องวางตัวยิงบนผิวแน่น ไม่ต้องบีบเนื้อนะคะ ถ้าเราวางตัวยิงไปบนผิวหนังแน่นเกินไปจะทำให้สปริงเข็มเด้งกลับ ทำให้เข็มเซ็นเซอร์พับหรืองอ เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เซ็นเซอร์เสีย หรืออ่านค่าไม่ได้ค่ะ ถ้าน้องคนไหนผอม ไม่ค่อยมีไขมัน ให้ใช้มืออีกข้างบีบเนื้อขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นเรียบ แต่ไม่ต้องทาบเครื่องยิงกับผิวให้แน่นมากนะคะ ป้องกันสปริงเด้งกลับค่ะ**

 

10.2 กดปุ่มสีเขียวทั้งสองด้านพร้อมกันบนผิวหนังที่เรียบ

 

10.3 หลังยิงเซ็นเซอร์ ให้ถือเครื่องยิงค้างเอาไว้อย่างน้อย 5 วินาที เพื่อให้เซ็นเซอร์ติดแน่นกับผิวหนัง

 

10.4 ค่อย ๆ ดึงเครื่องยิงออกมาจากเซ็นเซอร์

 

11.1 ใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลางจับบริเวณด้านข้างเซ็นเซอร์ โดยกดบริเวณหัวและท้ายเซ็นเซอร์ ป้องกันเข็มเซ็นเซอร์ที่เราใส่ใต้ผิวหนังหลุดขณะที่ถอนเข็มนำ

 

11.2 จับปลายเข็มนำบริเวณที่มีสัญลักษณ์รอยนิ้วมือแล้วดึงเข็มออกตรง ๆ 

**ขั้นตอนนี้ บางครั้งถ้ามีเลือดออกถือเป็นเรื่องปกติ ให้ใช้ผ้าก๊อซหรือสำลีสะอาดกดบริเวณหัวของเซ็นเซอร์ไว้ประมาณ 3 นาที ถ้าเลือดยังไม่หยุดไหลให้แกะเซ็นเซอร์ทิ้งไป แล้วกดแผลไว้จนกว่าเลือดจะหยุด**

 

12.1 จับด้านบนเซ็นเซอร์ จากนั้นค่อย ๆ ถึงแถบกาวด้านล่างสุดออก ถ้าใครใช้ skin barrier ให้ทำในขั้นตอนนี้ก่อนที่จะลอกแถบกาวออก สเปรย์หรือเช็ดบริเวณที่ต้องติดแถบกาว รอให้แห้งแล้วค่อยแปะแถบกาวด้านล่าง

**อย่าเพิ่งดึงแถบกาวแท่งสี่เหลี่ยมนะคะ เราจะใช้แถบกาวสี่เหลี่ยมหลังใส่ transmitter ค่ะ**

 

12.2 รีดแถบกาวด้านล่างให้แนบสนิทกับผิว

 

13.1 นำแถบกาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกจากใต้ขั้วเซ็นเซอร์ **อย่าเพิ่งลอกกาวนะคะ**

 

13.2 วางแถบกาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้แนบกับผิว **อย่าเพิ่งลอกกาวนะคะ**

 

วิธีใช้ Over Tape และใส่ Transmitter

ถ้าใครใช้เทปยี่อื่นแปะให้ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยค่ะ

สำหรับคนที่ใช้เทปแปะยี่ห้ออื่น ให้ติดตัว Transmitter แล้วแปะเทปทับได้เลย

 

1. ลอกสติกเกอร์สัญลักษณ์เลข 1 ออก

 

2. แปะ Over tape บนเซ็นเซอร์ตามภาพด้านบนให้แน่น ความกว้างของ over tape ครอบคลุมเซ็นเซอร์เพียงครึ่งเดียวนะคะ ต้องใช้สองแผ่นค่ะ

 

3. จากนั้นดึงเทปสัญลักษณ์เลข 2 ทั้งสองด้านออก

 

4. กดเทปให้แนบไปกับผิวอีกครั้ง

 

5. เสียบ Transmitter เข้ากับขั้วเซ็นเซอร์ รอจนไฟสีเขียวขึ้นมา

**ถ้าไฟสีเขียวไม่ขึ้นลองดูวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นได้ที่นี่ค่ะ**

 

6. ลอกแถบกาวออก แล้วติดยึดตัว Transmitter ไว้ ระวังอย่าดึงให้แน่นมาก

 

7. ต่อไปเราจะติดเทปอันที่สองบน Transmitter ลอกเทปสัญลักษณ์เลข 1 ออก

 

8. ติดเทปอันที่ 2 บน Transmitter อีกด้านตามภาพแสดง จากนั้นกดเทปให้เรียบร้อย

 

9. ลอกเทปบริเวณสัญลักษณ์เลข 2 ทั้งสองด้านออก

 

10. กดเทปให้เรียบอีกครั้งเป็นอันเสร็จสิ้น จากนั้นมาตั้งค่าในมือถือกันต่อตามลิงก์ด้านล่างค่ะ

 

ตั้งค่าแอปในมือถือ Guardian Connect app

วิธีแก้ปัญหา CGMs เบื้องต้น