Categories
ห้องแบ่งปัน

แชร์ประสบการณ์เบาหวาน

แชร์ประสบการณ์เบาหวาน

แชร์ประสบการณ์เบาหวาน

สงสัยว่าลูกเป็นเบาหวาน

ครั้งแรกที่ทราบว่าลูกเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เพราะอาการเลือดเป็นกรดหรือ DKA เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านพบว่าลูกหลานเป็นเบาหวาน 1 (T1D) ครั้งแรกต้องมาโรงพยาบาลด้วยอาการ DKA แน่นอนค่ะ น้องเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน สาเหตุเกิดจากร่างกายขาดอินซูลินเป็นเวลานาน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ วันที่ 3 มิถุนายน 2562 นั่นคือวันที่น้องเข้าห้องฉุกเฉินและถูกแอดมิตอย่างรวดเร็ว

อาการเริ่มแรกของน้อง ประมาณเดือนต้นพฤษภาเป็นไข้ต่ำ ๆ เจ็บคอ มีน้ำมูกไม่มาก หลังจากนั้น 2-3 วัน ไม่มีไข้แล้ว เจ็บคอบ้าง ไปหาหมอได้ยาปฏิชีวนะก็ทานจนครบ ตอนนั้นน้องหนัก 33 กิโลกรัม สูง 123ซม. อายุ 6 ขวบกว่าค่ะ กำลังอวบเลย หลังจากหายแล้วน้องผอมลง ดื่มน้ำเยอะมาก เข้าใจว่าอากาศคงร้อน น้องเล่นมาเหนื่อย และคงผอมลงเพราะเพิ่งหายไข้ น้ำหนักลดลงมาเหลือ 27 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์

เมื่อเปิดเทอมกลางเดือนพฤษภา น้องไปโรงเรียนปกติค่ะ แต่ดื่มน้ำมาก และตื่นมาฉี่ตอนกลางคืน ดูเหนื่อยและเพลียตลอด แม่เข้าใจว่าคงจะเรียนหนักเพราะน้องเพิ่งขึ้น ป.1 ง่วงตลอดเวลา ขับรถพาไปทานข้าวนอกบ้านก็หลับ ปกติไม่เคยหลับนะคะ ขับรถไปแค่สิบนาทีเองค่ะ เรานอนกอดลูกทุกวันรู้เลยค่ะว่าลูกผอมลงมาก ๆ แต่ยังคิดอยู่ว่าเป็นเพราะลูกเรียนเหนื่อย วิ่งนิดเดียวก็แก้มแดงเป็นลูกตำลึงแล้วค่ะ

หลังจากนั้นไม่นาน ปกติแล้วแม่เป็นคนแปรงฟันให้ลูกก่อนนอนทุกคืน เริ่มสังเกตเห็นฝ้าขาว ๆ ที่ริมฝีปากด้านในทั้งบนและล่าง กระพุ้งแก้ม แม่ไม่นิ่งนอนใจค่ะ พาไปพบคุณหมอวันนั้นเลย คุณหมอบอกว่าเป็นเชื้อรานะ ให้ยามาทาน แต่ประโยคหนึ่งที่ทำให้แม่เริ่มคิดเมื่อคุณหมอพูดว่า

“ปกติจะมีแต่เด็กเล็กเป็นนะ”

แม่มั่นใจมากว่าแปรงฟันให้ลูกสะอาด แถมน้ำยาบ้วนปาก กลั้วคอน้ำเกลือ ทำไมยังเป็นอยู่นะ ทำไมกันนะ?

 

กระทู้ pantip ช่วยชีวิต       

แม่ชอบอ่าน pantip ค่ะ ต้องขอบคุณกระทู้หนึ่งใน pantip ครั้งแรกเราอ่านผ่าน ๆ ต้องขออภัยด้วยนะคะจำชื่อกระทู้ไม่ได้ เจ้าของกระทู้เคยติดยา พอเลิกแล้วก็มีปัญหาสุขภาพมากมาย และเขาเล่าให้ฟังว่ามีมดตอมโถฉี่ แม่ของเจ้าของกระทู้จึงบอกให้ไปตรวจเบาหวาน ผลออกมาว่าเขาเป็นเบาหวาน ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงลูกของเรา… มีอยู่คืนหนึ่ง แม่ส่งน้องไปฉี่ตอนกลางคืน เปิดฝารองชักโครกขึ้นมา มีมดดำตัวใหญ่ ๆ ตอมเต็มเลยค่ะ ปกติไม่ค่อยเห็นมดแบบนี้ในบ้าน ในตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไร อย่างที่บอกค่ะ คำว่าเบาหวานช่างดูห่างไกลจากเด็กเล็กมาก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเบาหวานมีสองชนิด แต่พอลูกเราเป็นเชื้อราในปาก และประโยคที่หมอพูด ทำให้แม่นึกถึงกระทู้มดตอมโถฉี่ใน pantip ขึ้นมาทันใด

…หรือว่าลูกเราจะเป็นเบาหวาน?

ไม่รอช้า Google ทันทีค่ะ ขอสรุปอาการเท่าที่อ่านมาคร่าว ๆ นะคะ

  • หิวน้ำบ่อย ดื่มน้ำมาก
  • น้ำหนักลดฮวบ
  • ฉี่บ่อย ตื่นมาฉี่ตอนกลางคืน ฉี่รดที่นอน
  • เพลีย ง่วง ตลอดเวลา
  • บางรายอาจมีเชื้อรา ผู้หญิงมักเป็นที่ช่องคลอด (น้องเป็นเชื้อราในปากค่ะ)
  • ผิวหนังอักเสบ แดง แห้ง
  • ปวดท้อง
  • อาเจียน
  • ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้
  • หายใจลำบาก

น้องมีอาการที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ยกเว้นอาเจียนและหายใจลำบาก คืนนั้นได้ปรึกษากับสามีว่า

“พรุ่งนี้เราพาลูกไป Lab กันดีมั้ย อยากพาลูกไปตรวจเบาหวาน”

โชคดีที่แฟนไม่เคยขัด เราว่ายังไงแฟนก็โอเคหมด ถึงเขาจะบอกว่า “นึกยังไงจะพาลูกไปเจาะเลือดหาเบาหวาน” เราเล่าให้ฟังหมดค่ะว่าอาการจะเป็นแบบนี้นะ ๆ คือมันใช่มากเลย เราอยากตรวจให้แน่ใจ…

นอนไอซียู ครั้งแรกที่ต้องห่างจากลูก

วันที่ 3 มิถุนายน 62 จำได้แม่นเลยค่ะ ตอนเช้าพาน้องไปเจาะ และผลออกมาตามที่เราคิดไว้ ค่าเจาะน้ำตาลปลายนิ้วประมาณ 400 กว่า จนพี่ที่ Lab ต้องขอตรวจอีกสองรอบและตรวจของสามีกับลูกสาวคนโตด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด กลับมาตั้งหลักที่บ้านกันก่อนค่ะ ขอผลแล็บยืนยันค่าน้ำตาลเพื่อที่ตอนเย็นจะไปพบหมอที่คลินิก

ช่วงบ่ายวันนั้น เรานั่ง Google ทั้งวัน และไล่หาดูกระทู้ใน pantip หลังไมค์หาเกือบทุกคนที่เป็นเบาหวาน 1 เพื่อขอคำปรึกษา โชคดีมากที่ได้เจอกับแม่ดาวและคุณพ่อ ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่คุณพ่อเป็นห่วงอุตส่าห์ให้เบอร์จากหลังไมค์ pantip ได้คุยกันและรู้ว่าต้องพาลูกไปโรงพยาบาลนะ ลูกอาจเลือดเป็นกรด

เย็นวันนั้นไปคลินิกหมอประจำ หมอบอกว่าจะไปนอนคืนนี้เลย หรือว่าไปพรุ่งนี้ก็ได้ หันไปมองหน้าสามี เขาบอกว่าแล้วแต่เรา จะไปคืนนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้ เราตัดสินใจกลับบ้านเก็บของใส่กระเป๋า พาลูกเข้าห้องฉุกเฉินทันที

ขอบคุณเจ้าหน้าที่และแพทย์ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลศูนย์ลำปางในวันนั้น น้องถูกส่งเข้าวอร์ดเด็กทันทีหลังจากเจาะน้ำตาลได้ 300 กว่า ตอนนั้นเที่ยงคืนแล้วค่ะ น้องหมอบอกว่ารอผลตรวจก่อนว่ามีภาวะเลือดเป็นกรดหรือไม่ ถ้ามีจะส่งตัวน้องเข้าห้องไอซียูเพื่อเฝ้าสังเกตอาการทันที

เรานั่งรอผลตรวจ ลุ้นว่าลูกมีคีโตนหรือไม่ และแล้วคุณหมอก็มาแจ้งผลว่าลูกเรามีคีโตน ภาวะเลือดเป็นกรด ต้องย้ายไปที่ไอซียูเด็กเดี๋ยวนี้ ได้ขึ้นไอซียูประมาณตีสอง มีสารพัดสายโยงที่ตัว ห้องไอซียูเด็กไม่สามารถเฝ้าได้ค่ะ เวลาเยี่ยมคือ 11.00-13.00 น. และ 17.00-20.00 น. ได้แต่บอกลูกว่า แม่นั่งรอข้างนอกนะ ลูกนอนในนี้นะ แม่นอนในนี้ไม่ได้ ตื่นมาเดี๋ยวเจอกัน ลูกรู้สึกตัวดีค่ะ

กลับบ้านไปนอนไม่หลับเลยค่ะ ได้ยินแต่เสียงลูก คิดว่าพ่อแม่ทุกคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี คุณพยาบาลให้เบอร์โทรเอาไว้เพื่อสอบถามอาการน้อง ตีห้าแม่โทรเลยค่ะ…

น้องยังรู้สึกตัวดี แปดโมงเช้าไปนั่งรอลูกอยู่หน้าห้องจนถึงเวลาให้เยี่ยม ขอบคุณน้องนักศึกษาพยาบาลที่ช่วยดูแลน้องช่วงที่อยู่ไอซียูนะคะ น้อง ๆ มาถามอาการกันเพื่อการศึกษาเยอะมาก ตอนนั้นแม่ไม่ค่อยมีอารมณ์ตอบเลยค่ะ แต่วันที่สองเริ่มทำใจได้ ใครถามอะไรมาก็ตอบหมด ขอบคุณหมอ น้องหมอ พยาบาลและน้องพยาบาลทุกคนที่ดูแลเป็นอย่างดีจนน้องออกจากห้องไอซียู สรุปนอนไอซียูทั้งหมดสามวัน จากนั้นย้ายเข้าห้องรวมเพื่อสังเกตอาการ และปรับอินซูลิน

รวมแล้วน้องนอนโรงพยาบาลทั้งหมดสิบกว่าวัน ด้วยค่า A1C 11 ออกมาร่างกายแข็งแรง น้ำหนักขึ้นมาหนึ่งกิโล ออกมาใช้ชีวิตปกติ แต่ที่โรงพยาบาลลำปางไม่มีศูนย์เบาหวาน ไม่มีแพทย์ต่อมไร้ท่อเด็ก ไม่มีพยาบาลที่เชี่ยวชาญเรื่องนับคาร์บสำหรับเบาหวาน ต้องทานเท่าที่ทานในโรงพยาบาลเท่านั้น แม่คิดว่ามันไม่ยืดหยุ่นเลยค่ะ ตอนที่น้องนอนไอซียู ได้เจอกับน้องผู้หญิงอายุ 13 ปี มาด้วยอาการ DKA เหมือนกัน น้องผู้หญิงแนะนำให้ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ ที่นั่นเองที่ทำให้แม่ได้พบกับ อาจารย์ประไพ เดชรำรณ อาจารย์หมอประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่…

คุณหมอได้เปลี่ยนให้ใช้ปากกาอินซูลินแทนไซริงก์ ยาที่ได้ตอนนั้นมี Novopen, lantus และเครื่องเจาะน้ำตาล Accu-chek perfoma ได้รับคำแนะนำ และปรับค่า carb ratio รวมถึง correction ratio ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน สองอาทิตย์หลังจากเปลี่ยนมาใช้ปากกาอินซูลิน น้องคุมน้ำตาลได้ค่อนข้างดี แต่ยังมีภาวะน้ำตาลต่ำอยู่บ้าง คุณหมอนัดวันนอนโรงพยาบาลเพื่อเรียนรู้การนับคาร์บที่เป็นหัวใจหลักของการดูแลน้องเบาหวาน

ผมร่วง หลังจากนั้นไม่นานเริ่มสังเกตเห็นน้องผมร่วงเยอะมาก เล็บเริ่มเปลี่ยนสี คุณหมอไม่รอช้านัดตรวจต่อมไทรอยด์และต่อมหมวกไต ผลออกมาเป็นปกติ ดีใจมาก และค่า A1C จาก 11 ลดลงมาเหลือ 6.4 จนล่าสุดลดลงมาเหลือ 5.8 โดยไม่มีอาการน้ำตาลต่ำ เพราะน้องหมดช่วง Honeymoon ไปเรียบร้อยหลังจากถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ในเวลาสามเดือน เริ่มรู้จัก CGMs และใช้อินซูลินปั๊ม สะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะ CGMs ที่ทำให้เห็นแนวโน้มค่าน้ำตาล จดบันทึกเอาไว้ว่าทานอะไรทำให้น้ำตาลสูงลอย ช่วงไหนที่ทำให้น้ำตาลต่ำ น้องไปโรงเรียนก็กดฉีดเองได้ ไม่ต้องนั่งกินแต่สาหร่ายอีกแล้ว

ทุกวันนี้น้องใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติ มีความสุขดี กินขนมบ้าง ออกกำลังกาย ทานผัก ผลไม้ ดื่มนม และมี cheat day อาทิตย์ละครั้ง สำหรับคนที่เข้ามาอ่านส่วนใหญ่คงเป็นพ่อแม่ที่ลูกเพิ่งตรวจพบว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 กำลังนั่งหาความรู้ วิธีรักษา ฯลฯ เหมือนตอนนั้นที่แม่เคยทำ อยากจะบอกว่า อย่าหาสาเหตุเลยค่ะ เสียเวลามาก มันจะเพราะอะไรก็ช่าง ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้วและไม่ต้องโทษใครทั้งนั้น ไม่มีใครผิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เราไม่มีทางรู้ได้ ตอนนั้นกลัวมาก กลัวลูกตายค่ะ ไม่ต้องกลัวนะคะ ชิลมากค่ะ พอย้อนกลับไปตอนนั้นที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็กลัวมาก ๆ และไม่ค่อยมีบทความให้ความรู้เรื่องเบาหวานที่ 1 เท่าไหร่ อ่านไปนอยด์ไป หยุดหาสาเหตุก่อนค่ะ

เตรียมตัวให้พร้อม

อ่านบทความดูแลลูกก่อนนะคะ บทความพวกนี้สำคัญมาก เพราะเราต้องดูแลพวกเขาไปอีกนาน สอนให้ลูกมีวินัยในการกิน อย่าเครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส เดี๋ยวลูกจะเครียดไปด้วย เราต้องแข็งแรงเป็นกำลังใจให้ลูก ศึกษาวิธีดูแลน้องเบาหวาน เตรียมรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดีกว่ามานั่งหาเหตุผลให้กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว